ความเชื่อ ความคิด ชีวิต

มนุษย์เราขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ
ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ ไม่ว่ายากลำบากแค่ไหน เราก็จะพยายามทำให้มันได้
ถ้าเราคิดว่าเราสบายดี ไม่ว่าจะป่วยแค่ไหน เราก็ยังสามารถทำตัวเหมือนไม่เป็นอะไรได้

การใช้ชีวิตในปัจจุบันของเราหลายๆ คน คือการตามหาคนที่มีความเชื่อเหมือนเรา

สำหรับคนอีสาน ถ้ามากรุงเทพครั้งแรก ได้ยินเสียงคนพูดอีสาน เราจะรู้สึกว่า “เค้าพวกเรา”
สำหรับคนไทย ถ้าเราไปเที่ยวเมืองนอก สมมติอินเดียแล้วกัน ถ้าได้ยินเสียงคนพูดภาษาไทย เราจะรู้สึกว่า “เค้าพวกเรา”
และเชื่อไหมครับ ในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ถ้าเราเจอพวกเรา เค้าพูดอะไรเราก็จะเชื่อ
สมมติกำลังหิว เค้าบอกว่าไปลองร้านนั้นสิ เราก็จะไปลอง เพราะในใจเราคิดว่าเค้าพวกเรา “เค้าไม่หลอกเราหรอก”

ในการเลือกซื้ออะไรสักอย่างก็เช่นกัน สมมติว่าจะซื้อมือถือสักเครื่อง
หาข้อมูลมาอย่างดี google อยู่หลายวัน อ่านรีวิวเป็นสิบเป็นร้อย วันนี้เดินจากบ้านฟันธงซื้อ Samsung แน่
พอถึงจุดขายเจอคน 2 คน

คนแรก Sales Hauwei มาเลยบอกว่า spec ดีกว่าแค่ไหน โปรดีกว่ายังไง บลาๆๆ ฟังเสร็จในใจบอกเลยว่า แกหลอกฉันแน่ๆ ฉันไม่ซื้อแกหรอก

แต่ถ้าเจอเพื่อนมหาลัยที่คบกันมานาน และรู้ว่าหมอนี่เก่งเรื่องเทคโนโลยีกว่าเราแน่ๆ ถ้าเพื่อนคนนี้บอกว่าซื้อ Hauwei สิ
ข้อมูลร้อยแปดที่หามาก่อนหน้านี้จะสลายไปในสายลมทันที พร้อมชุดความคิดใหม่ที่เข้ามาในหัวว่า Hauwei อาจจะดีกว่า Samsung นะ
และสุดท้ายอาจจะจบที่วันนั้นซื้อ Hauwei กลับบ้าน หรือไม่ก็ไม่ซื้ออะไรเลยเพราะจะกลับบ้านหาข้อมูลใหม่ก่อน

โลกใบนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีทั้งคนดี คนบ้า คนที่เรารักและเกลียด คนที่เราเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ชีวิตมันไม่ได้เป็นไปดั่งใจเราทุกอย่าง เราต้องเจอทั้งเรื่องที่ชอบและไม่ชอบ
ปัญหามีอยู่ให้พบเจอตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นลืมตายันซุกตัวลงนอน

ปัญหาในโลกมี 2 อย่าง คือ
1) ปัญหาที่แก้ได้
2) ปัญหาที่แก้ไม่ได้
ไม่ว่าจะแก้ได้ หรือ แก้ไม่ได้ ตราบเท่าที่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ก็อย่าไป กลุ้มใจ เสียใจ ทุกข์ใจ เราก็แค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ก็แค่นั้นเอง
เพราะโลกใบนี้มีคนอยู่ จึงได้เห็นว่าคนมีปัญหา และทุกปัญหามีมูลค่าของมัน บางปัญหาก็ปล่อยมันไปเถอะอย่าไปคิดให้เปลืองสมอง
ส่วนบางปัญหาที่ผู้คนหมู่มากมีเหมือนๆ กัน มันคือโอกาสทางธุรกิจ แต่ขึ้นชื่อว่าธุรกิจก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย มันก็มีวงจรชีวิตของมัน ขึ้นอยู่กับเรามองขาดแค่ไหน บริหารจัดการได้ดีหรือเปล่า

ดังนั้นทุกอย่างจึงอยู่ที่มุมมองของเราว่าจะจัดการกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามากระทบอย่างไร
ด้วยเหตุการณ์เดียวกัน ประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ก็ทำให้เรา react ออกไปแตกต่างกัน
และไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือจะร้าย ทุกครั้งในวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ มันอยู่ที่ตัวเรา ท่องไว้นะอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร

วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แสดงออกถึงสิ่งที่เราเชื่อ
ถ้าเราพูด และทำ ในสิ่งที่เราเชื่อ และทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง
มีวินัยในการทำงานให้คนอื่นได้เห็น ได้รับรู้ ได้เชื่อว่าเราเป็นเช่นนั้น
คนที่เป็นเหมือนเรา คนที่เชื่อเหมือนเรา คนที่คิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องในความคิดของเค้า “เราจะกลายเป็นพวกเค้า”
เราจะดึงดูดคนที่คิดเหมือนเรา เชื่อเหมือนเรา เข้ามาอยู่ในวงโคจรการใช้ชีวิตของเรา

ยิ่งในสังคมที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ มีความเชื่อ มีความจำเป็นของตัวเอง
บางคนวิ่งเป็นหนูติดจั่นเพื่อจะได้มาซึ่งความก้าวหน้าในชีวิต การงาน การเรียน whatever you want
บางคนก็เดินอย่างกระฉับกระเฉง สนุกกับจังหวะชีวิตของเค้าไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ของเค้าเอง
ในขณะที่มีอีกหลายๆ คนที่อยู่ในโซนสบาย comfort zone เดินบ้าง นั่งบ้าง หรือบางทีก็อาจถูกไล่ให้ไปวิ่งบ้าง ตามสภาพแวดล้อม ตามคนส่วนใหญ่แถวๆ นั้น

ขอบอกเลยว่า “ไม่มีใครถูกหรือผิดหรอก” หรือต้องไปตัดสินว่าใครควรจะต้องทำอะไร
ก็อย่างที่เกริ่นว่าสังคมมันยุ่งเหยิงวุ่นวายพออยู่แล้ว ทำไมเราต้องเป็นกลจักรในการทำให้มันอีรุงตุงนังยิ่งขึ้นหละ
ชีวิตใครก็ชีวิตมันเนอะ แต่ละคนมีความต้องการ มีความพอใจที่ไม่เหมือนกัน คบกันได้ก็คบกันไป ทำงานด้วยกันได้ก็ทำด้วยกันไป หรือจะเกลียดกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง มันก็จังหวะของชีวิต
สุดท้ายเลยปลายทางของแต่ละคน มันก็ที่เดียวกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครจะไปก่อนกัน

ตอนนี้ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ “คนเราไม่ได้เกิดมาแล้วทำได้ทุกอย่าง”
การทำงานคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา มันไม่ผิดถ้าจะไม่ชอบแล้วเปลี่ยนงาน มันไม่ผิดที่คนเราอยากก้าวหน้า และมันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่ทุกคนอยากได้อิสรภาพ สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้
แต่มันจะผิดถ้าเราไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง มันจะผิดถ้าไม่ยอมรับกฎ กติกาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน และมันจะผิดมากถ้ายอมปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่คิดจะพยายามอะไรเลย
และการที่เราจะเก่งอะไรสักอย่างต้องใช้เวลา บางคนทำแล้วทำอีก ใช้ความพยายามเป็นหมื่นชั่วโมง บางคนอาจโชคดีใช้เวลาน้อยกว่าในการฝึกฝนเรื่องเดียวกัน แล้วแต่พื้นฐาน แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีอะไรได้มาง่ายๆ อย่ามองความสำเร็จของผู้อื่นมาตัดสินตัวเราเอง เพราะนั้นแค่ shot นึงบนเส้นทางชีวิตเค้าที่เราเห็น
ทุกคนต่างเติบโตบนเส้นทางของตัวเอง หากเพียงแต่อย่าหยุดเดิน และบนถนนชีวิตนี้เราจะมีโอกาสได้เจอะเจอผู้คนมากมาย ต่างฝ่ายต่างมีอดีตมีความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน ในบางครั้งบางคนอาจจะเหี้ยกับเราแต่เค้าเป็นฮีโร่ของใครอีกหลายคน

ครั้นเราจะทำงานใหญ่ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ของงานอีกต่อไป มันอยู่ที่คนที่เราร่วมงานด้วย อยู่ที่ความสบายใจในการได้สื่อสารกัน ผลงานแค่เป็น by product ของการใช้ชีวิต
ผมเข้าใจแล้วว่า แม้เงินจะใช้จ้างคนให้ทำงานได้ แต่เงินไม่สามารถซื้อใจให้คนอยากทำงานให้เราได้
ตอนนี้ผมเลือกที่จะทำงานกับคนดีที่คุยกันรู้เรื่องมากกว่าคนเก่งที่คุยกันคนละภาษา และผมก็เชื่อว่าบนโลกใบนี้ยังมีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะให้ท้าทายตัวเอง หากเราไม่หยุดเดิน

แต่อย่างไรก็ตามการจะไปถึงจุดนั้น ผมก็ต้องมีความเชื่ออย่างแรงกล้าจริงๆ ไม่ใช่หลอกตัวเอง หรือปลอบใจตัวเองแบบงั้นๆ
ในวันที่ก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจ ความเบื่อหน่าย ความเซ็งเป็ด ของชีวิตประจำวันไปได้
ในวันที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่นอก comfort zone เราจะสู้เพื่ออยู่รอด เราจะทำสิ่งต่างๆ เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น หรือเราอยากให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ
และในทางตรงกันข้ามเมื่อใดที่เราหมดอาลัยตายอยาก เมื่อนั้นคือวันที่ความเชื่อตายจากเราไปแล้ว

อายุขัยของเรายืนยาวเท่าไร ใครจะรู้
40 ปี 60 ปี หรือ 80 ปี
ถ้ารู้ว่าชีวิตมีเวลาเหลืออีก 20 ปี จะใช้เวลาที่เหลือทำอะไร
แล้วถ้ารู้ว่าชีวิตมีเวลาเหลืออีกแค่ 10 ปี จะใช้เวลาที่เหลือทำอะไร

เราใช้เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน แต่ละนาทีได้คุ้มค่าแค่ไหน
เรามีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารักแล้ว หรือกำลังคิดว่ากำลังทำเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
เรามีความสุขไหมกับชีวิตที่เป็นอยู่ หรือต้องการอะไรให้มากไปหรือน้อยไปกว่านี้?

จริงๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร ถ้ามีชีวิตอยู่ยาวแล้วไม่ได้มีความสุข
บางทีผมก็อิจฉาเด็กสมัยนี้นะ มันใช้ชีวิตกันอย่างกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้
บางคนก็เห็นทำงานกันสุดๆ work hard, play harder เห็นกิน เที่ยว กันเต็มที่
และถ้าถึงวันสุดท้ายของชีวิตจริง มันคงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับตัวเอง
ก็คงแค่ทิ้งเรื่องราวที่เคยทำไว้ให้คนที่ยังอยู่ได้เห็น

คำถามที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แล้วสิ่งที่ได้ทำๆ ไว้นั่น มันเป็นเรื่องราวที่น่าเล่าขานกันต่อไปไหม ช่วงเวลาชีวิตที่มีอยู่ได้ทำอะไรเพื่อใครแล้วหรือยัง หรือแค่เกิดมาเผาผลาญ oxygen หาเงินใช้เพื่อความสุขของตัวเอง แล้วก็ลาจากโลกใบนี้ไป
คุณค่าของการใช้ชีวิตอยู่ที่ตัวเราเป็นคนสร้าง ความสมดุลย์เหนือความสมบูรณ์แบบมีอยู่จริงไหม? และจะทำอย่างไรให้ดำรงชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท เพราะเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเหลือลมหายใจอยู่ได้นานอีกสักเท่าไร

โลกใบนี้คือภาพมายา เราประเมินมันผ่านปัญญาของเรา…