คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

เคยสังเกตไหมครับ เวลาเปิด Facebook ขึ้นมาแล้วที่หน้า profile ของเราจะมีระบุจำนวน Friends อยู่
Friend ในที่นี้หมายถึงคนที่ขอรับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราก็ตกลงรับข้อมูลข่าวสารจากเค้าด้วย จึงจะเป็น Friend กันได้ มันเป็นความสัมพันธ์แบบ two way ต้อง agree ทั้งสองฝ่ายนะ ถึงเรียกว่าเพื่อนกัน
แล้วในชีวิตจริงหละครับ? เรามีเพื่อนเยอะเหมือนใน Social network ไหม?

เคยมีช่วงหนึ่งที่ Line น่าเบื่อมาก เพราะใครก็ไม่รู้มาขอ Add Friend เนื่องจากเขาและเธอเหล่านั้นติด Cookierun
คือไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ แต่ขอเหอะจะเอาของอะ หรือประมาณเราใจดีเอาของไป แต่หารู้ไม่ว่า “ตูไม่เล่น อย่ามายุ่งกับตู”

ส่วนบน Twitter การ follow เป็นการขออนุญาตติดตามข่าวสารทางเดียวครับ one way ticket
ถ้ามีคนมาขอ follow แล้วไม่ follow กลับก็รู้สึกไม่เป็นไรมาก อารมณ์มัน soft กว่าการขอ Add Friend บน Facebook แล้วเค้าไม่รับเยอะ
และอีกอย่าง Twitter เป็นการแสดงผลแบบ chronological order คือ ล่าสุดอยู่บน เก่าก็ตกไป ดังนั้นข่าวสารมาไวไปไวมาก คนที่ follow คนอื่นหลักพันขึ้นไป ผมว่าน่าจะ focus อะไรไม่ได้เลยว่าคนที่เค้าสนใจจริงๆ พูดอะไรไป

หลังๆ Facebook ก็มีปุ่ม follow เพิ่มขึ้นมาด้วย สำหรับคนที่มีคนสนใจจะตามข่าวเค้าเยอะๆ
เพราะ Facebook จะมี limit friend อยู่ที่ 5,000 คน ถ้าเกินกว่านั้นจะรับ Add ไม่ได้แล้ว
ตอนแรกผมก็คิดว่า มันจะมีคนที่มีเพื่อนเยอะกว่า 5,000 หรือ ไปๆ มาๆ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผมหลายคนเป็นเช่นนั้นครับ

วันนี้พอดีได้คุยกับคุณ @jakrapong ว่า ระหว่างรอประชุม เค้าใช้เวลาว่างในการทำความรู้จักกับคนที่ขอ Add Friend ใน Facebook
เพราะการขอ Add Friend มันไม่ยากครับ แค่คลิกปุ่มเดียว แต่ไอ้คนที่ถูกขอ add นี่สิ อาจเกิดอาการงงหลังจากดูรูปคนมาขอ add ว่านี่ใคร!
ซึ่งขอชื่นชมคุณปองเลยจริงๆ ปรบมือให้ครับ

กระนั้น คุณ @mormmam ก็บอกว่า “เคยเจอ Add มาแล้ว ไม่ได้รับไป เพื่อนก็เลยเอาไปบ่นอยู่ใน group ว่าหยิ่ง”
แต่จริงๆ แล้วปัญหาคือ ถึงจะเป็นเพื่อนกันบนโลกจริง แต่ดันมีเปลี่ยนชื่อตามหมอดูบ้าง แต่งงานแล้วเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ตามสามีบ้าง รูป profile ก็มีใช้ avatar บ้าง รูปลูกบ้าง แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าใครขอ Add Friend มา ปวดตับครับท่านผู้ชม

men-t-shirts-add-me-as-a-friend

จริงๆ การรู้จักคนเยอะๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ
ถ้ารู้จักกันในโลกจริง มันคือต้องอยู่ต่อหน้ากันถึงคุยกันได้ แต่บนอินเทอร์เน็ตนี่สิ มันเป็นการอัพเดตกันทุกอริยาบทเลย ซึ่งก็อาจมีทั้งเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว แล้วแต่จะโพสต์กันถี่แค่ไหน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เวลาเราไปขอ Add Friend ใครเรารู้จักเค้าในชีวิตจริงไหมครับ แล้วเราอยากรู้เรื่องเค้าจริงๆ ไหม

ที่ผ่านมาเวลามีคนมาขอ Add Friend บน Facebook ผมแค่ดูชื่อกับรูป profile เล็กๆ แล้วถ้าไม่คุ้นก็ปล่อยไป
มันหมักหมมสะสมมาจนเกือบจะ 400 คน (ต้องมีบางคนเอาผมไปนินทาแน่เลยว่า “มันหยิ่ง”)
แต่จริงๆ แล้วสาเหตุที่ผมปล่อยทิ้งไว้ไม่เคยรับ เพราะผมไม่รู้ว่าเค้าคือใคร แต่ที่แย่คือแล้วทำไมผมไม่ถามหละ ปล่อยให้สงสัยอยู่ได้

ฤกษ์งามยามเย็นผมเลยเริ่มปฏิบัติการ message ถึงทุกคนที่เคยมากด + Add Friend ผมเอาไว้
เป็นการข้าม comfort zone ที่ตัวเองมีอยู่ โดยการทักทายคนที่เราไม่รู้ว่าเรารู้จักเค้าหรือเปล่า ผมขี้อายนะ ขอบอก!
อยากรู้ไหมครับว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นเช่นไร มันน่าสนใจทีเดียวเลยแหละ และก็ผมดีใจนะที่ได้ลงมือทำสิ่งเล็กๆ นี้ลงไป

เวลาผ่านไปล่วงเลยกว่า 7-8 ชั่วโมงในการ copy & paste ข้อความทักทายไปใน message คนที่ add มาทีละคน
ผมได้พูดคุยกับคนหลายกลุ่มเลยครับ ซึ่งจะบอกว่าส่วนใหญ่เลยคือถามไปแล้ว “ไม่ตอบกลับมา” แน่นอนคุณรู้ได้เลยว่าผมจะทำอะไรกับคนกลุ่มนี้

ส่วนคนที่ตอบกลับ ยกตัวอย่างให้อ่านกันเล่นๆ นะครับ

กลุ่มแรก คือ ผมไม่รู้จักพวกเขาแน่ๆ
“ผมก็ไม่รู้ว่าคุณคือใครเหมือนกัน”
“จําไม่ได้เหมือนกันครับว่า add ไปตอนไหน จะ unfriend ก็ได้นะครับไม่เป็นไร 555”
“หนูก้ไม้รุ้จักพี่ค่ะ แต่ชอบอ่านพี่ๆ แชร์ไอเดีย เอามาปรับใช้ทำงาน”
“แอดเฉพาะคนหล่อๆ มันเด้งขึ้นมาในเฟซ อ่ะ ว่าคุณรู้จักคนนี้มั้ยประมานนี้ ถ้าเต็มเเล้วก้อไม่เป็นไร ฮะ”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ ไม่ได้กด add เลยค่ะ งงๆ ว่าไปกดตอนไหน ขอโทษด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
“พอดีเห็น mutual friend เหมือนกันเยอะแล้วเห็นว่าเป็นสาย IT เหมือนๆกันก็เลย request ไปอ่ะครับ”
“ไม่เคยพบหรอกค่ะ จะติดตามผลงานน่ะค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ”
“Ohh จำไม่ได้แล้วคะ”

กลุ่มที่สอง คือ คนเคยรู้จัก แต่อาจไม่สนิท
พอได้ทักไปก็จะเริ่มรำลึกได้ อ้อ… คนนี้นี่เอง อ้อ… ใช่แล้วเราเคยคุยกัน อ้อ… เคยเจอกันงานโน่นงานนี้ เคยร่วมงานกันนี่นา
ซึ่งก็ดีใจนะครับที่ Add มาเงียบๆ แต่จริงๆ กระซิบมาหน่อยก็ดีครับ ดีใจที่ได้คุยกับทุกท่านอีกครั้ง

กลุ่มที่สาม คือ เพื่อนผมเอง
แต่อย่างที่บอกคือ คุณท่านไม่หน้าตาเปลี่ยนไป ก็ใช้ชื่ออะไรไม่รู้
บางคนเพื่อนสมัยมัธยม 20 ปีนะครับ ดีใจที่ได้เจอวะ แต่ขอโทษ Add แล้วคุณเพื่อนช่วยทักมาหน่อยสิ
นี่ถ้าไม่ทักกลับไปวันนี้ คุณท่านจะอยู่ใน Request friend ผมจน Facebook ปิดบริการแน่!

a-footprint-of-thought

อ้อที่ surprise ที่สุดคือ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาขอ Add friend ผม แล้วผมก็ไม่รู้
ท่านบอกว่า “สวัสดีครับ เราไม่เคยพบกันครับ แต่วันก่อนฟัง100.5 และเห็นเป็น mutual friends กับเพื่อนหลายคนที่มีส่วนช่วยเหลือ SME ครับ ผมชื่อเสือ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล เป็น ผ.อ. สถาบันพัฒนา SME (ISMED) ครับ จึงคิดว่าอาจจะมีโอกาสเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต จึง request friendship เข้าไปครับ ต้องขออภัยด้วยถ้าเป็นการรบกวนครับ”
เวรกรรม ขอโทษแทบไม่ทัน คลิกเข้าไปดู profile ท่าน เกือบพลาดโอกาสได้รู้จักคนเก่งๆ ซะแล้วเรา 555

ครับ การ Add friend มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แต่มันกลายเป็นเรื่องยาวที่ทำให้ผมมีประเด็นมาเขียน blog วันนี้
สรุปง่ายๆ สั้นๆ สำหรับคนในโลกออนไลน์นะครับ จะ Add Friend ใครทักเค้าหน่อยนึงสิ เห็นใจคนถูกขอบ้างนะ ในโลกความเป็นจริงเราคงไม่ไปสะกิดใครแล้วเดินหนีเฉยๆ ใช่ไหมครับ
หรือสำหรับคนที่ถูก Add Friend มา ก็อย่าปล่อยให้คนอื่นรอเก้อ เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่า คนๆ นั้นสำคัญกับเราเพียงใดถ้าเราไม่คุยกับเขา ทักทายกันสักนิด ชีวิตแจ่มใสขึ้นครับ ขอบอก!

Comments