บ่นการเมือง

ประเทศไทยอันเป็นที่รัก มีประชากรอยู่ 64,456,695 คน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ข้อมูลจาก http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html

ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประจำปี 2554 ทั้งหมด ทั้งสิ้น 47,321,180 คน

ข้อมูลจาก wikipedia (ที่ผู้ก่อตั้งบอกว่าอย่าใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง) มีบันทึกไว้ว่า เราเคยมีการทำการรัฐประหารทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อ 19 กันยายน 2549 โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนการปฏิวัติเราเคยมีแค่ครั้งเดียวคือในปี 2475 ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตย

แต่ที่น่าสนใจคือการชุมนุมทางการเมือง หรือ “ม็อบ” ที่มาพร้อมกับความขัดแย้งในประเทศเกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ

ที่จำกันได้ชัดๆ เริ่มจากการชุมนุมของม็อบเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี 2551 จากการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์กลายเป็นเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล แล้วยกระดับเข้าปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อต่อรองกับคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำครั้งนี้ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถึง 193 วัน

เสื้อเหลือง กู้ชาติ

ถัดมาเรื่องราวของม็อบเสื้อแดง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลังการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นปช.กลับมาชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลในปี 2552 จนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ต้องเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวก3 และบวก6 ที่พัทยา ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง และยกกำลังทหารปิดล้อมผู้ชุมนุม จนยุติการชุมนุมในที่สุดเมื่อ 14 เมษายน มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

แต่แล้วต่อมาอีกในปี พ.ศ. 2553 นปช.จัดชุมนุมใหญ่ในบริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม จนกระทั่งถูกสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วกรุงเทพ มีทั้งการวางเพลิงเผาสถานที่ต่างๆ และจบลงด้วยการบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกเช่นเคย

เสื้อแดง ราชประสงค์

วันนี้ปี 2556 ตอนแรกได้ยินข่าว ม็อบอุรุพงษ์ แล้วต่อมาไม่นานก็กลายเป็น ม็อบราชดำเนิน เป็น มวลมหาประชาชน กลายเป็น กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จากการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สู่การล้มล้างระบอบทักษิณออกไปจากประเทศไทย จากการชุมนุมแบบอหิงสา สู่การยกระดับยึดสถานที่ราชการ ประกาศหยุดงาน หยุดทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ มันคืออะไรกันครับ?

ม็อบราชดำเนิน

คำว่า อหิงสา หนะไม่มีหรอกถ้าคนเยอะๆ มารวมตัวกันแล้ว เพราะถ้ารวมกันเฉยๆ ไม่แสดงพลัง ไม่แสดงอำนาจ ไม่ยกระดับการชุมนุม อีกฝ่ายก็ไม่สนใจ ก็ทำไปสิ ก็เลยมีคนบอกว่า no pain no gain แล้วใครไม่ช่วยก็อย่าเอาเท้าราน้ำ ใครไม่ชอบก็ unfriend ไป ด่ากันเข้าไป แสดงความคิดเห็นกันเต็มที่บน Social media ไม่ว่าจะบน facebook หรือ twitter สังคมบอกให้คนต้องเลือกข้าง เป็นกลางไม่มี และก็มีอีกกลุ่มบอกว่าผมเลือกข้าง ข้างความถูกต้อง แต่… อะไรคือความถูกต้องหละ ข้างคนหมู่มากหรือ ก็โดนด่าอีก ก็ข้างที่มันอยู่ในจิตใจจากสามัญสำนึกไง เรื่องแค่นี้ต้องให้สอนคิดเองไม่ได้ ฮืมมมม แล้วข้างไหนมันถูกฟะครับ?

สำหรับผมแล้วข้างไหนมันก็ไม่ถูกหรอก เพราะมันเกินความพอดี ความพอเพียงไปแล้ว ประเทศไทยเราที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย อะไรคือประชาธิปไตยครับ การปกครองโดยเสียงข้างมากหรือ แล้วไอ้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปปกครองบริหารประเทศไม่ใช่เสียงข้างมากหรือ (ก็จะมีคนบอกว่ามันซื้อเสียงบ้างหละ) แล้วการออกมารวมตัวกันโดยประชาชนจะเรียกว่าเสียงข้างมากได้หรือเปล่า (ก็จะมีอีกฝ่ายบอกว่ามันนอกระบบ) เสียงข้างมากคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้ประเทศไทยบอบช้ำมากแล้วครับ จากการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากการสำนึกในหน้าที่

หน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร เอาง่ายๆ ก็คือ เป็นนักเรียนก็ไปโรงเรียน เป็นโปรแกรมเมอร์ก็ไปพัฒนาโปรแกรม เป็นหมอก็ไปรักษาคนไข้ เป็นนักการเมืองก็ไปที่ชอบที่ชอบแล้วกัน คือตัวเองมีหน้าที่เป็นอะไร ก็ได้โปรดไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ถึงจะเป็นนักการเมืองก็เถอะ พวกคุณก็มีหน้าที่ของคุณ แถมเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ได้รับมาจากความหวังของคนทั้งประเทศตั้งไม่รู้กี่เสียง นี่คือระบบที่ควรจะเป็น แต่เมื่อระบบมันถูก break นักการเมืองไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง เสียบบัตรแทนกันบ้างหละ มาประชุมก็เล่นเกม ดูหนังโป๊ในสภาบ้างหละ ประชาชนที่ทนไม่ได้ก็เลยไม่ทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง มีเหตุผลมาอ้างอิงว่า จะให้ทำยังไงในเมื่อมันมีคนโกงอยู่ในประเทศ ประชาชนก็ต้องแสดงพลังของพวกเรา แล้วมันก็วนอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นใหญ่ ใครจะเป็นรัฐบาล

คือถ้าใครเปิดวิทยุฟังบ่อยๆ นะครับ ผมว่าคงได้ยินพระราชดำรัสที่ว่า
“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512

และอีกดำรัสคือ
“ประเทศของเราไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคนเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน แก้ปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฎิบัติรุนแรง มันลืมตัว ลงท้ายเราไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุด ก็คือประเทศชาติ …จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตนว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”
พระราชดำริแก่ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 20 พฤษภาคม 2535

พระราชดำรัส

history repeat itself ครับ และ ความแค้น อารมณ์รักชาติ ความรู้สึกต่างๆ มันไม่มีทางสงบลงได้ ถ้าเรายังขาดสติกันอยู่อย่างนี้ จริงๆ นะผมกลับคิดว่า คนเราเกิดมาจะอยู่ได้สักกี่ปีกัน 60 ปี หรือ 80 ปีดีหละ แล้วในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เนี่ย เราได้ทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์กับตัวเอง หรือคนรอบข้างเราแล้วหรือยัง ดีไม่ดีบางคนยังหาตัวเองไม่เจอเลยด้วยซ้ำว่าเกิดมาทำไม แต่ก็ไปเชื่อคนอื่นแล้วว่าคนโน่นคนนี้ไม่ดี เรามีหน้าที่ต้องไปขับไล่เค้า แล้วไอ้คำว่า ดีไม่ดีเนี่ย ก็เอาตัวเองซึ่งยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำไปวัด ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ใช่ไม้บรรทัด ไม่มีสเกล ไม่ได้เที่ยงตรงอะไรเลย

อยากให้คนเล่นการเมืองมีน้ำใจเหมือนนักกีฬาจัง เวลาเค้าแข่งกันในสนาม ใครจะแพ้จะชนะไม่รู้แต่เกมมันจบในสนาม แล้วถ้าอยากชนะคือต้องไปฝึกฝนตนเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ไปหาทางทำให้คู่แข่งแย่ลง นอกจากมวยและยกน้ำหนักแล้ว พักนี้คนไทยเราก็สนใจวอลเล่ย์บอลมากขึ้นนะ น่าจะเข้าใจคำว่าสปิริตและทีมเวิร์คกันดีขึ้น ไม่ใช่ดูกีฬาแต่เอาสนุกเอามันส์ เพราะมันก็ยังมีมุมอื่นๆ ของการแข่งกีฬาที่เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผมเสนอและขอเรียกร้องอย่างนี้ดีกว่าไหมครับ สำหรับคนที่ได้อ่าน blog นี้ เรามาใช้เวลาอันน้อยนิดในชีวิตของเราเอง เพื่อหาตัวเองให้เจอ ตั้งเป้าหมายในชีวิต ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และชื่นชมกับชีวิตกับธรรมชาติกับโอกาสที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ (โดยใครจะหาว่า โลกสวย ก็มันสวยจริงๆ นิครับ)  เพราะผมก็มีความเชื่ออยู่ลึกๆ ในใจว่า คนเรามันไม่ชั่วหรือดี 100% หรอก แต่ถ้าเราทุกคนทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดี ว่าถูกต้อง ไม่เบียดเบียนคนอื่น หรือทำแล้วเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม โลกใบนี้จะน่าอยู่ขึ้นครับ ไม่รู้จะทะเลาะกันไปทำไม จริงๆ นะ พรุ่งนี้ กับ ชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อนกันก็ยังไม่รู้เลย