เงินทุนอยู่ที่ไหนบ้าง

ทำธุรกิจต้องใช้เงิน ทำ Startup ก็ต้องใช้เงิน บนโลกใบนี้มีเงินอยู่มากมาย มีแหล่งทุนที่รอเราไปแสวงหา และนี่คือ checklist คร่าวๆ กับแหล่งเงินที่เราสามารถใช้ในการทำ Startup ได้ครับ เงินกำลังจะหมุนไปสู่ปวงชน

Bootstrapping หรือเงินจากรองเท้าบูธตัวเองตามตำราฝรั่ง
พูดง่ายๆ มันอาจจะเป็นเงินก้อนแรกที่ใช้ในช่วงเริ่มต้น ช่วงที่ทุกอย่างยังอาจจะเป็นแค่ไอเดียที่ต้องการการพิสูจน์ เรามีความจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนนี้เพื่อจ้างคน ทดลอง สร้างต้นแบบ แล้วไปขายลูกค้า หรือหา partner ซึ่งมันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่นัก แต่ถ้าขายได้ เงินที่เข้ามาจะมาต่ออายุสิ่งที่เรากำลังทำให้ก้าวไปยังขั้นถัดไป ซึ่งหากเราใช้แค่เงินของเราก็แปลว่าเราคือเจ้าของสิ่งที่เรากำลังทำทั้งหมด 100% เลยครับ

3F
อีกแหล่งเงินทุนใกล้ตัวที่ขึ้นอยู่กับบุญพาวาสนาของแต่ละคน
F ตัวแรก Family ใครเกิดมาอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย ก็อาจจะได้เงินก้อนใหญ่หน่อย แต่จะได้ง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ อยากสอนเรามากน้อยแค่ไหน ถ้าปล่อยตามใจ มาขอแล้วได้เงินไป เงินก้อนนั้นอาจจะไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าได้มายากต้องเล่าแล้วเล่าอีก ตัวพิสูจน์ให้พวกท่านเห็นว่าเราเอาจริงนะ เงินที่ได้มาก็จะความหมายมีคุณค่ามากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัวหละครับ
F ตัวที่สอง Friend ใครมีเพื่อนดี เพื่อนรวย ช่วยท่านได้ แต่ถ้าเอาเงินเพื่อนไปเจ๊ง หรือโกงกันเอง อันนี้ก็คงจะคบกันได้ไม่นาน นับเป็นแหล่งเงินที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนครับว่าเราสนิทกับเพื่อนแค่ไหน ความสัมพันธ์เป็นอย่างไร หรืออยากให้อนาคตเป็นอย่างไร ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ ก่อนที่จะไปชวนเพื่อนมาหุ้นนะครับ คุยกันให้ดีก่อนเริ่ม เพราะถ้าพลาดไปแล้วเราอาจจะเสียเพื่อน หรือเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ครับ
F ตัวสุดท้าย Fool คือไอ้โง่ที่ไหนก็ได้ที่ยอมเอาเงินมาลงให้เรา ในทางกลับกันเค้าอาจจะไม่โง่นัก แต่เห็นอะไรบางอย่างในตัวเราหรือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ (555 อันนี้มันเป็นโจ๊กของฝรั่งครับ อย่าซีเรียส)

Grant เงินทุนให้เปล่า
ก็มีหลายหน่วยงานภาครัฐที่มีโครงการสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่ อย่างในเมืองไทย ที่เห็นๆ กันอยู่ ก็จะมี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือบางครั้งก็มีบริษัทเอกชนจัดแข่งขันประกวดเวทีโน่นเวทีนี้และให้เงินรางวัลแก่ผู้ชนะด้วยครับ เราก็ต้องคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา

Major customer เงินก้อนแรกจากลูกค้ารายใหญ่
อันนี้ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ เราจะเอาไอเดียที่เป็นกระดาษหรือยังอยู่ในอากาศไปขายฝันให้กับลูกค้าก่อน ไปนำเสนอว่า product เสร็จแล้วลูกค้าจะได้อะไร ซึ่งเอาเข้าจริงก็ต้องใช้ connection พอสมควรในการได้เข้าไปนำเสนอเพราะเราเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่มีชื่อเสียง มันก็เป็นความเสี่ยงของทางลูกค้าอย่างหนึ่งว่าจ่ายเงินไปแล้วจะได้ product ออกมาอย่างที่ต้องการไหม เป็นเกมวัดใจครับ

keyboard

Crowdfunding เงินมหาชน
เป็นวิธีการหาเงินรูปแบบใหม่ที่เป็นการระดมทุนจากผู้คนหลายๆ คน คนละเล็กคนละน้อย โดยอาจจะแลกกับสินค้าตัวอย่าง หุ้น หรือเป็นหนี้ ก็แล้วแต่กติกาของแต่ละแห่ง ยกตัวอย่างผู้ให้บริการระดมทุนลักษณะนี้ที่เป็นที่รู้จักกันระดับโลก เช่น Kickstarter, Indiegogo, และ causes เป็นต้น
ซึ่งคนไทยเราที่เคยไประดมทุนใน Idiegogo ก็มี Drivebot อุปกรณ์ช่วยดูแลรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน ที่ได้เงินไปกว่า $100,000 หรือ 3 ล้านบาท จากที่ตั้งใจตอนแรกตั้งเป้าไว้แค่ $35,000 เท่านั้น โดยสิ่งที่เขาแลกกับเงินที่ได้มา คือ
$5 ให้ สติ๊กเกอร์
$10 ให้ สติ๊กเกอร์ และใส่รูปผู้สนับสนุนในเว็บไซต์
$20 ได้ พวงกุญแจ และใส่รูปผู้สนับสนุนในเว็บไซต์
$60 ได้ สินค้าตัวอย่างไปใช้ก่อน
เป็นขั้นบันไดไป ซึ่งวิธีการนี้ดีอยู่อย่างคือ เป็นการเช็คเสียงของผู้บริโภคด้วยว่ามีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน ยิ่งคนสนใจมากก็มีเปอร์เซ็นต์ว่าทำเสร็จออกมาแล้วจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทีเดียวครับ

Angel investor นักลงทุนใจเทวดาว่างั้นเถอะ
ในที่นี้อาจจะเป็นสถาบันหรือหน่วยงานอย่าง incubator หรือเป็นคนรวยคนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการลงทุนใน Startup ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุที่ลงทุนก็เพราะเขารู้เข้าใจในสถานะการณ์ของเรา และรู้จักหรือมี connection มีคำปรึกษาต่างๆ ให้เราได้ รับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ในเมืองไทยเรายังไม่ค่อยมี angel มากนัก
การลงทุนในช่วงนี้เราจะเรียกว่า Seed round ในอเมริกาเงินลงทุนก้อนนี้จะอยู่ที่ตั้งแต่ $20,000 – $200,000 หรือ ประมาณ 6 แสน ถึง 6 ล้านบาท เพื่อแลกกับหุ้นไม่เกิน 20% แล้วแต่การประเมินมูลค่าธุรกิจและการตกลงกัน
สมมติ นักลงทุนยอมลง 3 ล้านบาทเพื่อแลกกับหุ้น 20% แปลว่า เขาให้มูลค่ากับบริษัทเราที่ 15 ล้านบาท

Venture Capital หรือ VC
นี่คือการลงทุนแบบจริงจังในรูปแบบธุรกิจลงทุนในธุรกิจ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้เราต้องพิสูจน์ผลงานมาพอสมควร มีลูกค้า มีผู้ใช้ ในมือให้เค้าเห็น ก็จะแบ่งเป็น Series A, B, C, D (ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้การลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดคือ การลงทุนใน GrabTaxi ที่สามารถระดมทุน Series D ได้ที่ $250,000,000 จาก SoftBank Corp)

IPO (Initial Public Offering)
คือการเสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก มันเป็นการระดมทุนที่จะเปลี่ยนธุรกิจไปเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อปี 2014 Alibaba คืออีคอมเมิร์ซจากจีนที่ได้ IPO ไปในราคาหุ้นละ $68 หรือประมาณ 2,100 บาท (ถือเป็นการ IPO ที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ของสหรัฐ) ทำให้ Alibaba สามารถเพิ่มทุนได้มากกว่า 2.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 6.97 แสนล้านบาท ทำให้กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.37 ล้านล้านบาท) ซึ่งมันคือมูลค่าที่สูงกว่าบริษัทอเมริกันอย่าง eBay, Twitter และ LinkedIn รวมกันซะอีก
ในปี 2015 นี้ ก็จะมี Startup หลายรายทยอยเข้าสู่กระบวนการ IPO เพิ่มขึ้นอีก เช่น

  • Airbnb ผู้ให้บริการเป็นตัวกลางในการเช่าห้องส่วนตัว เปิดโอกาสให้คนทั่วๆ ไป แบ่งห้องว่างในบ้าน หรือ อพาร์ทเม้นท์ ของตัวเองให้คนอื่นเช่า เสมือนโรงแรม ซึ่งมีบริการอยู่แล้วกว่า 30,000 เมืองทั่วโลก Airbnb ถูกตีมูลค่าไว้อยู่ที่ $10 billion
  • Box ผู้ให้บริการ Cloud storage สำหรับธุรกิจได้ยื่นเรื่อง IPO แล้ว ที่ $250 ล้าน เมื่อปี 2014
  • Dropbox อีกหนึ่งในผู้ให้บริการที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ที่อนุญาตให้อัพโหลด รูปภาพ, เอกสาร, วิดีโอ หรือไฟล์ชนิดต่างๆ ได้ผ่านการระดมทุนมาแล้ว $350 ล้าน
  • Pinterest ผู้ให้บริการภาพดิจิตอลบน pinboard ที่ได้รับการตีมูลค่าที่ $5 billion ได้เคยระดมทุนมาแล้วกว่า $750 ล้าน จาก VC
  • Uber ผู้ให้บริการ taxi ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก เป็นบริษัทที่โตอย่างรวดเร็วมาก และมีประเด็น (มีเรื่องกับรัฐบาล) ในการให้บริการเกือบทุกประเทศที่เข้าไป พวกเขาเคยได้ระดมทุนมาแล้ว $1 billion จาก VC และได้รับการตีมูลค่าอยู่ที่ $41 billion เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผมอยากขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดของ Tony Hsieh CEO ของ Zappos ที่เคยพูดว่า “Chase the vision, not the money, the money will end up following you.” หรือ จงไล่ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อย่าตามเงิน แล้วเงินจะมาหาคุณเองในที่สุด ขอให้ Startup ทุกคนโชคดีกับการเดินทางครั้งนี้ครับ