Startup Life Cycle (simulation)

ดึกๆ ไม่หลับไม่นอน พรุ่งนี้ขอตื่นสายหน่อยนะ เพราะวันนี้มีเรื่องมาเล่าจากกิจกรรมสานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง SIPA Angel in the city ปี 2

เรื่องก็มีอยู่ว่า อยู่ดีๆ วันหนึ่งพี่หนุ่ม มาบอกว่าทาง SIPA จะจัดโครงการปีที่สอง และอยากได้รุ่นพี่มาช่วยทำกิจกรรมบางอย่างกับรุ่นน้อง โดยยังไม่รู้ว่าทำอะไรดี

ก็เลยมานั่งคิดอยู่สักพัก ก็นึกถึงกิจกรรม Technology Adoption Life Cycle ที่เคยใช้รับน้องป.เอกที่จุฬาเมื่อหลายปีที่แล้ว อันนั้นหัวใจหลักๆ คืออยากให้รู้ว่านวัตกรรมมีการยอมรับหลาย stage และที่สำคัญจะต้องข้าม chasm ไปยัง main stream market ให้ได้

ส่วนครั้งนี้ ผมขอเอามาประยุกต์ให้เหมาะกับกลุ่ม Startup หน่อย โดยกติกาใหม่ที่ผมคิดขึ้นและได้เพื่อนๆ รุ่นหนึ่งมาปรับให้เหมาะสมมีอยู่ว่า
(1) เราจะแบ่งน้องๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ปิดตาไม่ให้ดู, ปิดปากไม่ให้พูด, มัดขาไม่ให้เดิน
(2) เราจะมีกรรมการ 5 คน ซึ่งแต่ละคนมีของในมือกันคนละอย่าง ได้แก่ กระดาษหลายขนาด, สีชอล์ค, สีเมจิค, เทปกาวอุปกรณ์ตัดต่อ, และ Post it
(3) โจทย์ง่ายๆ คือ สุดท้ายกิจกรรมนี้อยากได้งานศิลปะแจ๋วๆ สักงานหนึ่งที่ขายได้ สั้นๆ แค่นั้นแหละครับ
(4) พอเล่าโจทย์เสร็จ round ที่ 1 คือให้น้องๆ จับกลุ่มโดยต้องมีคนทุกแบบอยู่ในกลุ่ม
(5) round ที่ 2 ให้น้องๆ ออกตามล่าหาอุปกรณ์จากกรรมการทั้ง 5
(6) round ที่ 3 ให้เวลารังสรรค์งานศิลปะ
(7) round ที่ 4 คือ ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน และมีกรรมการ 7 คนตัดสินว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ

อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมี
ผ้าปิดตา
ผิดปิดปาก
เชือกฟาง
กรรไกร
กระดาษ B5 A4 A3
สีชอล์ค สีเมจิค
tape กาว ทั้งแบบใสแบบย่น
และ Post it

sipa-angel-2

ก็ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ ความสนุกจึงเริ่มบังเกิดขึ้น ตั้งแต่ความเขี้ยวของกรรมการแต่ละคนในการให้อุปกรณ์ จนกระทั่งตอนไปนำเสนอแล้วตัดสินสุดท้ายว่าจะซื้อไม่ซื้อ

ทุกคนทำได้ดีครับ น่ารักมาก เลยอยากจะขอใช้พื้นที่ตรงนี้สรุปกิจกรรมว่าเรามาเล่นอะไรกันในวันนี้

1. เริ่มจากเรื่องคน คนมากคนน้อยไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน ที่สำคัญคือต้องมีคนที่เราต้องการครบครับจึงจะทำงานได้สำเร็จครับ ชนเผ่า 3 กลุ่มในวันนี้ คนตาบอดเป็นตัวแทนของ Business guy ครับ เพราะบางครั้งเรามีปากพูดไปแต่เราไม่มีตาดูเลยว่าทีมเป็นไง product เป็นไงหน้าที่ที่สำคัญคือต้องพูดเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ส่วนคนเป็นใบ้คือ Programmer ครับที่วันๆ ไม่พูดอะไรใครสั่งอะไรให้ทำก็ทำไป กลุ่มสุดท้ายคนที่เดินไม่ได้คือ Designer ที่มองเห็นพูดได้ แต่ฉัน art ฉันมีจุดยืนของฉัน ก็จะเอาอย่างงี้อย่ามาเปลี่ยนนะ ก็ขำๆ ครับไม่มีอะไรมาก สุดท้ายคืออย่างที่บอกทีมต้องประกอบไปด้วยทุกคนที่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง เราต้องมีคนทุกชนเผ่าเพื่อให้งานประสบความสำเร็จครับ

2. โจทย์กว้างทะเล ให้ทำงานศิลปะ อันนี้ก็ชีวิตจริงเลย ไม่มีใครมาบอกเราหรอกครับว่า เราจะต้องทำอะไร เราเลือกทำให้สิ่งที่เราชอบได้ แต่สิ่งนั้นจะกลายเป็นธุรกิจได้คนอื่นต้องชอบและต้องมีคนยอมจ่ายตังค์ให้เราด้วย ดังนั้นเรื่อง interview ที่อาจารย์ปอมอาจารย์ทีสอนสำคัญมากนะครับ ต้องคุยให้เยอะๆ ถึงจะรู้ว่าคนอื่นชอบเหมือนที่เราชอบไหม หรือพูดภาษาดิบๆ คือ ต้องทำงานด้วยตีน ต้องออกจากออฟฟิศไปคุยกับลูกค้าจริงๆ ถึงได้ feedback จริงๆ ว่านี่คือสิ่งที่ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยนซะ pivot ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ product/market fit

3. resource มีจำกัด ไม่ว่าจะเงิน จะเวลา หรือจะคน มองได้ 2 มุมคือ เป็น startup ยิ่งเล็กยิ่งดีบริหารง่ายคล่องตัว แต่อีกมุมหนึ่งคือ startup หา resource ที่กล่าวมาด้วยวิธีธรรมดายากกว่าบริษัทใหญ่ เงินก็น้อย หาพนักงานใหม่ก็ยาก แต่มันก็ไม่ใช่ว่ามีหนทางเดียวในการได้มาซึ่ง resource เพราะนอกจากไปเอาจาก source โดยตรงแล้ว เรายัง trade กันเองก็ได้ใช่ไหมครับ หา partner ที่ดีไปด้วยกันได้ วันนี้เก่งย้ำไปหลายทีครับ Fake it until we made it ภาพลักษณ์เราสำคัญมาก อะไรไม่มีก็ทำให้เหมือนว่ามันมี เพราะเชื่อเลยว่าพวกเราหลายคนจะเจอปัญหาไก่กับไข่ ต้องมีร้านค้าก่อนถึงจะมีลูกค้า แล้วฝั่งลูกค้าก็บอกว่าต้องร้านค้าเยอะๆ ก่อนถึงจะใช้ app เรา ต้องค่อยๆ แก้กันไปที่สำคัญต้องเร็วและปรับตัวให้ได้

4. ผลลัพธ์สุดท้าย วันนี้คุณปอนด์ก็พูดไปได้ดีว่า การทำ startup คือ การทำไอ้สิ่งที่เราทำอยู่ให้เป็นธุรกิจ เมื่อใดที่เรามั่นใจตอบ 3 คำถามได้ (1) product เราคืออะไร (2) ลูกค้าเราคืออะไร (3) เราจะหาเงินได้อย่างไร เมื่อนั่นเราจะเปลี่ยนจาก startup เป็น real business ครับ ดังนั้นคำถามเกี่ยวกับเรื่องนักลงทุนจำเป็นไหม ผมตอบไปแล้วนะครับ ถ้าเรามีลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินและเราพอใจ นักลงทุนไม่จำเป็น แต่ถ้าเรามีแผนจะขยายและต้องการเงินมาใช้ซื้อ resource ไม่ว่าจะเอามาจ้างคนเพิ่ม ทำ marketing เพื่อให้เกิด competitive advantage ให้คู่แข่งตามไม่ทัน ถ้าเงินในกระเป๋าเราไม่พอ บัดนั้นนักลงทุนจำเป็นครับ

ก็ขอให้รุ่น 2 ทุกกลุ่ม ทุกคนโชคดี เจอสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำนะครับ