ภาพจริงใต้ก้อนภูเขาน้ำแข็ง

สมัยเรียนปีหนึ่ง ผมจำได้เลยมีคำศัพท์คำหนึ่งที่อาจารย์สอนแล้วรู้สึกว่ามันแปลก น่าสนใจดี คำๆ นั้นคือ Stereotype
เวลาผ่านมาเป็นสิบปีก็ยังจำคำนี้ได้ดีอยู่ จากตัวอย่างที่อาจารย์ยกขึ้นมาคือ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า คนอ้วนใจดี
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่คนอ้วนทุกคนที่ใจดี มันคือภาพที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น
เราอย่าให้ภาพลวงเหล่านั้นมาหลอกเราง่ายๆ แปลกไหมหละครับ มันเป็นภาพจำที่เรามีความรู้สึกร่วมกันว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

วันนี้หลายคนคงมีภาพกับ Startup ว่าใช้ชีวิตชิวๆ นั่งทำงานร้านกาแฟหรูๆ พอได้เวลาก็ไป Pitch เสร็จแล้วก็มีคนเอาเงินมาให้ แล้ว Product ก็ออกสู่ตลาดให้คนใช้กัน
หรือแม้แต่ภาพของ Trader ที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็คงจะไม่ต่างไปมากนัก กับการทำงานสบายๆ วันๆ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าเปิดจอคอมพ์ขึ้นมาดูกราฟ หุ้น เสร็จแล้วตอนเย็นปิดตลาดก็ได้เงินเข้าบัญชี

ถุยครับพี่น้อง นี่มัน Stereotype อย่างที่อาจารย์เคยสอนชัดๆ เลย
ใครที่คิดจะออกจากงานประจำที่ทำอยู่มาเป็น Startup หรือ Trader เพราะคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น ฝันหวานมากไปแล้วครับ

วงจรชีวิตของ Startup มันเริ่มจากความผูกพันกับอะไรบางอย่าง แล้วก่อให้เกิดความลุ่มหลงว่าเราอยากจะสร้าง Product ออกมาเพื่อตอบสนองสิ่งนั้นให้สำเร็จ
ซึ่งคำว่าสำเร็จพูดง่ายแต่ทำยากครับ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ต้องผ่านชั่วโมงบินมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือ 10,000 ชั่วโมง

ภาพที่เราเห็น สไตล์การใช้ชีวิตของ Startup เป็นแค่เศษเสี้ยวเวลารื่นรมย์ที่ตอบแทนให้กับชีวิต
แต่กว่าที่ Product ตัวหนึ่งจะคลอดออกมาเป็น Prototype กว่าจะหา Product/Market fit เจอ กว่าจะ Scale ไปสู่กลุ่ม Early Majority ข้าม Chasm ไปได้นั้น ใช้เวลาเป็นปีๆ กับทีมงานหลายๆ คน
ต้องออกไปคุยกับกลุ่มเป้าหมาย ต้องให้ลูกค้าด่าว่างานห่วย ต้องผ่านช่วงตกต่ำสับสนว่ากำลังทำอะไรอยู่ พัฒนามาถูกทางไหม
Programmer บางคนก็มีบางวันในบางสัปดาห์ที่ไม่ต้องหลับต้องนอน แก้ code มันเข้าไป
Designer ก็โดนผู้ใช้ด่า ว่าออกแบบมาอย่างนี้ได้ยังไง
Marketer ก็ไม่ได้ต่างกันกับประสบการณ์ที่ออกไปคุยกับใครแล้วก็ไม่มีใครสนใจ Product
ยิ่ง Founder ยิ่งหนัก กับการแบกความหวังและความฝันของทุกคน และต้องทำให้คนอื่นเชื่อว่า Product เราจะรุ่ง เราจะเติบโตกลายเป็นอะไรบางอย่างที่มัน Cool มากๆ

และวันนี้ ผมก็เพิ่งได้ความรู้เพิ่มเติมมาว่า Trader ก็เช่นกัน ชีวิตไม่ได้สบายกว่าอาชีพอื่นๆ
กว่าที่จะรู้ว่าต้องซื้อขายหุ้นตัวไหน มันไม่ใช่แค่ดูว่ากราฟมันขึ้นแล้วซื้อ พอกราฟมันทำท่าจะลงแล้วขาย มันไม่ง่ายขนาดนั้นครับ
การรู้จักหุ้นแต่ละตัวและตัดสินใจว่าจะซื้อจะขายอะไร มันดูมากกว่านั้นเยอะ ไม่งั้นจะมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เม่า” ในตลาดได้อย่างไร
จะว่าไปถ้าเป็นสาย VI (Value investor) ก็ต้องไปดูค่า P/E, P/BV, Div Yield, ROA, ROE, Net Profit Margin ต้องดูงบการเงินเป็น เข้าใจว่าทำไมกิจการถึงมีผลประกอบการเช่นนั้น อะไรคือ Vision ของ CEO
ส่วนสาย Technical ก็ต้องเข้าใจ Dow theory ตี Trendline ดู Candlestick ดู indicator ต่างๆ สัญญาณซื้อขาย เข้าถูกจุด Stop loss ได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะครับพี่น้อง

Iceberg

พี่บ็อบเล่าให้ฟังเกี่ยวกับวงการบาสเก็ตบอลว่า ฟิล แจ็คสัน อดีตโค้ชบูลส์ และแอลเอ เลเกอร์ส เจ้าของตำแหน่งแชมป์ NBA 11 สมัย เคยกล่าวชม เดนนิส ร็อดแมน ว่าเป็นนักบาสเก็ตบอลที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลก
แต่ไม่แปลกเลยที่เราได้ยินชื่อเสียงของ ไมเคิล จอร์แดน มากกว่าทั้งๆ ที่ทั้งคู่อยู่ในทีมเดียวกันในช่วงเวลารุ่งเรืองเดียวกัน สาเหตุก็เพราะว่า เดนนิส ร็อดแมน เป็น Party guy ในขณะที่ ไมเคิล จอร์แดน เป็น นักกีฬา
พรสวรรค์ไม่ทรงพลังเท่าพรแสวง ในทางกลับกันสำหรับคนที่ได้พรมาจากพระเจ้ากลับถูกสาบให้ตกอยู่ในความลำพองใจที่ว่าเก่งกว่าคนอื่น สุดท้ายเต่าก็เลยสามารถชนะกระต่ายได้
ดังนั้นใครที่กำลังมองอะไรผิวๆ แค่ภาพภายนอก แค่ stereotype หากอยากรู้ความจริงข้างใต้ก้อนภูเขาน้ำแข็ง คุณต้องใช้เวลาในการเข้าไปคลุกคลีกับสิ่งนั้นอีกเยอะครับ
คนเราเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ แต่ก็ไม่ใช่แค่มองว่าคนอื่นสบายแล้วเราทำบ้างจะสบายเหมือนกัน ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต้องผจญภัยกันต่อไป ที่สำคัญความพยายามเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายได้ครับ สู้ต่อไปเถอะ ทาเคชิ