รู้เขาแล้ว อยากรู้จักเราเองบ้าง

การรู้จักหรือเข้าใจอะไรๆ ไม่สำคัญยิ่งใหญ่ไปกว่าการเข้าใจตัวเอง
คนส่วนใหญ่อยู่กับตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต แต่กลับไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร ต้องการอะไรในชีวิตนี้ และปล่อยให้กระแสสังคมพาตนไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็สงสัยว่า นี่เราทำอะไรอยู่
แม้แต่ในบางคนที่มีความคิดเป็นของตนเอง กล้าตัดสินใจ กล้าเป็นผู้นำ แต่ลึกๆ ก็ใช่ว่าจะเข้าใจในสิ่งทีตนเองทำไปเสียทุกอย่าง บางครั้งก็ทำตามสัญชาตญาณ ความรู้สึก ลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับตัวเองมาผ่านสามย่านไปแล้วเกือบจะถึงสี่พระยา แต่ก็ยังสงสัยอยู่ตลอดเวลากับจุดหมายปลายทางของชีวิตตัวเอง
ที่แน่ๆ คือ พ่อแม่สั่งสอนมาว่า ให้ทำธุรกิจของตัวเอง แต่ที่ห้ามไว้คือ ห้ามมาทำบัญชี เพราะแม่ทำบัญชีมาทั้งชีวิตและรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย ก็เลยเป่าหูผมมาตั้งแต่เล็ก และผมก็เชื่อด้วยนะ
จริงๆ แล้วมีหลายสิ่งที่ผมไม่ชอบ ในความเป็นตัวของตัวเองที่ถูกปลูกฝั่งมา ไม่ว่าจะเรื่องความเจ้าระเบียบ ความละเอียดรอบคอบ

อย่างที่แม่เป็นเอาหนักๆ และผมต่อต้านเลย ก็เช่น เอกสารกรอกผิดนิดเดียว ต้องแก้แล้วพิมพ์ใหม่ทั้งแผ่น มันดูไม่รักษ์โลกเอาซะเลย
แต่จริงๆ แล้วเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้นี่แหละที่ทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากร หรือกระทรวงพาณิชย์พิจารณาเอกสารของสำนักงานเราได้เร็ว เพราะแม่เนียบมาก
ส่วนตัวผมจะลำคาญมากในเรื่องนี้ แต่ผมก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่า นิสัยแอบเนียบมันก็มีติดตัวมาเหมือนกัน และก็แอบหงุดหงิดลูกน้องเวลาทำงานสะเพร่าต้องให้เรามานั่งแก้
มันเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่ผมมีติดตัวมา แม้มีประโยชน์ แต่ก็นอยๆ อยู่ อยากปิดตาข้างเดียวปล่อยให้ผ่าน บางทีมันก็ทำไม่ได้ หงุดหงิดซะนี่

ผมอ่านหนังสือหลายเล่ม ทำแบบทดสอบหลายอย่าง เพราะอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง
แต่ในใจก็ยังรู้สึกว่า ของแบบนี้แบบทดสอบจะเฉลยอะไรมามันก็ต้องถูกแหละ เหมือนไปดูหมอดู เขาพูดให้มันเยอะๆ จะไม่ตรงสักเรื่อง ก็ให้มันรู้ไป
นอกจากนั้นคนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ มักจะฟังและได้ยินในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน และก็มักจะละเลยแกล้งลืมกับสิ่งที่ตัวเองไม่อยากให้มันเป็นไป
ดังนั้นการฟังคนอื่นบอกว่าเราเป็นยังไงด้วยใจที่ Bias หรือการที่เราดูตัวเองเฉพาะในมุมที่เราอยากดู ผมว่าเราไม่เห็นตัวเองในอย่างที่คนอื่นเค้าเห็นเรา

มีคนเคยเล่าให้ฟังว่าในโลกใบนี้ มีเรื่องที่เรารู้ว่าเรารู้ มีเรื่องที่เรารู้ว่าเราไม่รู้ และก็มีเรื่องที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้
มันจะเป็นสิ่งที่คาใจมากหากเรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร แล้วเราก็จะพยายามไปขนขวายหาทางให้รู้ในสิ่งๆ นั้น
แต่มันจะหงุดหงิด พารานอยมากกว่าหากเรากำลังคิดว่าเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร แล้วก็พยายามจะไปหาเรื่องที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้นั้น

begin your journey

วันนี้คลาส (B)egin Your Journey ค้นหาสไตล์ของคุณให้เป็นนักลงทุนพันธุ์แท้ ของ พี่บ็อบและคุณซัน ทำให้ผมสะดุดกับศาสตร์ที่เรียกว่า Dermatoglyphics หรือการดูลายผิวนิ้วมือ
ผมมีปมอยู่ในใจอยู่แล้วว่า ตัวเองเห็นอะไรดี ก็ทำไปหมด ที่แย่คือมันก็ทำได้ดีระดับนึงแต่ก็ไม่ได้ดีเด่นแบบสุดๆ แล้วพอมันไม่ได้แย่ ก็เลยทำไปเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อยก็ไม่ตัดอะไรออกสักอย่างถ้าไม่ถึงเวลา จนพักนี้มันเริ่มทะลักใครมาชวนอะไรเพิ่มเริ่มจะรับไม่ไหว
ซึ่งผมเคยเจอคำถามจากพี่ที่เคารพว่า “พี่เห็นคุณทำหลายอย่างไปหมดเลย ตกลงคุณเชี่ยวชาญด้านไหน อะไรคือจุดยืนของคุณ” คำถามง่ายๆ แค่นี้ผมกลับตอบสั้นๆ ไม่ได้
แล้วผมก็ตอบว่า ผมทำ Internet application ครับ ทำ Digital marketing ทำงานสมาคมฯ เป็นวิทยากร เป็นนักเขียน เป็นที่ปรึกษากลยุทธ ล่าสุดจะเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์อีกอย่าง เป็นบ้าเป็นบออะไรตั้งหลายอย่าง แต่หาคำคำเดียวมาจำกัดความตัวเองไม่ได้
และวันนี้หลังจากโดนดูลายผิวนิ้วมือไปแค่ 4 นิ้ว คุณปุ้มผู้ช่วยวิทยากร พูดสั้นๆ มาว่า “คุณเป็นคนมีเป้าหมายเยอะเนอะ”
แค่นั้นแหละครับ สตั้นท์ ตายไปชั่วคราวขณะ นี่คือคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน เจอกันครั้งแรกจี้ใจดำได้โดนจริงๆ แค่ประโยคเดียว

หลังจบคลาสเลยไปแอบคุยกับคุณปุ้มมาหน่อยนึง ได้ความว่า ลายผิวนิ้วมือมีความเชื่อมโยงกับสมองซีกซ้ายขวา เป็นลักษณะที่ปรากฎออกมามันคล้ายๆ DNA ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด
สิ่งที่เธอเห็นจากลายของผมคือ ผมเป็นคนไม่ตัดสินใจ ไม่มีอะไรถูก อะไรผิด ประณีประณอมไปซะทุกเรื่อง มีอะไรเข้ามาก็จะรับไว้ ไม่ว่าอะไร แต่คนเราไม่ต่างกับเครื่องคอมพ์ CPU ตัวเดียวทำงาน 2 อย่าง คงไม่ดีเท่ากับทำงานอย่างเดียว (ไม่อยากบอกว่าผม Quad core ชอบ multi tasking แต่ RAM น้อยไปหน่อยแค่นั้นเองครับ)
จริงๆ ผมมองตัวเองก็รู้สึกว่า “อืมมมม เราก็เป็นคนแบบนั้นเนอะ” แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักผมคิดว่าผมเป็นคนยังไงครับ มาช่วยบอกผมหน่อยเถอะ ผมจะได้รู้ในเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าผมไม่รู้มาก่อนซะที ขอบคุณครับ