หมั่นคอยดูแล และรักษาดวงใจ

ครึ่งปีที่ผ่านมาห่างหายจากการเขียนบล็อกตัวเอง ย้อนกลับไปดูเรื่องสุดท้ายที่ทิ้งไว้คือเรื่องของวันโกหก เวลาผ่านไปรวดเร็วอย่างกับโกหกจริงๆ มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มีผู้คนหลายคนผ่านเข้ามาในชีวิต มีบทเรียนที่ต้องเรียนรู้และจดจำ ที่สำคัญคือการรักษาจิตวิญญาณของตัวเราเองเอาไว้ ก็เวิ่นเว้อมาพอสมควรแล้วครับ ขอเข้าสู่ประเด็นที่อยากจะเล่ากันเลยดีกว่า

6 เดือนที่ผ่านไปสิ่งที่ผมทำทุกวันในฐานะผู้ประกอบการซึ่งไม่เว้นวันหยุดราชการ คือการทดสอบสมมติฐานต่างๆ เพื่อหาวิธีการให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หรือที่เรียกเท่ๆ ว่า test assumption เพื่อ sustainable business model สำหรับปัญหาเรื่องการอยู่รอดของ SMEs ผมเชื่อมั่นว่าลูกค้าขาประจำ (loyal customer) จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ SMEs ซึ่งก็คือลูกค้าของผม ผมจึงพยายามทำวิธีต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าของลูกค้าพึงพอใจ และสุดท้ายมันก็จะไปตอบโจทย์ที่ว่า SMEs จะสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ และธุรกิจของผมในฐานะคนทำเครื่องมือให้ SMEs ใช้ก็จะรอดตามไปด้วยอย่างยั่งยืน ซึ่งปัญหาเรื่องงานต่างๆ เรื่องการทำโปรแกรมไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีบั๊คก็แก้กันไป มีฟีเจอร์ใหม่ก็คุยกันว่าควรใส่เข้าไปไหม แต่ปัญหาที่ผมว่าใหญ่ และบางทีก็ใหญ่มั๊กๆ ในการทำงานกลับเป็นเรื่องการบริหารคนหรือการสื่อสารกับทีมงานมากกว่า

คนคือทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อให้เกิดงาน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ดีๆ มากมาย และในทางตรงกันข้ามคนก็สร้างหายนะมหาประลัยได้เช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ผมว่ามันยากมากๆ คือการที่จะไปบอกให้ใครทำอะไรบางอย่าง หรือไปสั่งให้เค้าทำงานให้เสร็จ ถ้าเค้าจะไม่ทำ เค้าจะเล่นเกม แล้วจะยังไงหรือ? ผมก็ไม่รู้นะเพราะผมไม่เคยแก้ปัญหานี้ได้เลย ผมก็แค่หวังว่าน้องๆ ทุกคนในทีมในบริษัทจะคิดได้ ผมเชื่อในทฤษฎี Y มากกว่าทฤษฎี X (คนเกิดมาขยันสามารถจูงใจเชิงบวกได้) ผมรู้แค่ว่าค่าของคนอยู่ที่ผลงาน และสำหรับผมการทำงานคือการใช้ชีวิต มันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่ของเรา เพราะหากมองไปจากวันแรกที่เริ่มทำงานจนวันสุดท้ายของชีวิต เราไม่ได้แค่ตื่นขึ้นมาหาอะไรกิน แล้วก็ฆ่าเวลาด้วยการทำอะไรบางอย่าง แล้วตกดึกก็หาที่ซุกหัวนอน แบบนั้นมันไม่เรียกว่า “ชีวิต”

ชีวิตคือการอยู่อย่างมีค่า อยู่อย่างมีความหมาย อยู่อย่างมีความเชื่อ เชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบตัวเรา ให้กับโลกใบนี้ (แม้ตายไปยังมีคนคิดถึง) และยิ่งถ้าพูดถึงวิถี Startup เรากำลังพยายาม disrupt อะไรบางอย่าง เรากำลังคิดจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน ความเชื่อเหล่านี้ต้องเข้มข้นพอที่จะเป็น passion ให้เราทำมันลงไปโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย และไม่หวั่นไหวแม้มีใครมาบอกว่าเราบ้า ผมเชื่ออย่างนั้นนะ และการจะทำมันให้สำเร็จได้ผมต้องถ่ายทอดความเชื่อนี้ให้กับทุกคนในทีมให้ทุกคนมุ่งไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ และนี่แหละคือความยากกกกกก

การที่คนเราจะมาอยู่รวมกันได้ มาทำงานด้วยกันได้ ส่วนนึงคือการคำนึงถึงประโยชน์ benefit ที่ตัวเองจะได้รับ แน่นอนบางคนเริ่มจากคิดถึงเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ ค่าตอบแทนต่างๆ ที่บริษัทจะมีให้ แม้เงินจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ยังไงคนก็ต้องกินข้าวที่ซื้อมาได้ด้วยเงิน นอกจากนั้นบางคนยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถอีก บางคนมีลูกมีเมียต้องเลี้ยงดูด้วย ดังนั้นการทำธุรกิจจึงต้องมีเงินมาจ้างคน แต่ให้เงินเยอะก็ไม่ได้แปลว่าจะได้คนดี และในขณะเดียวกันให้เงินน้อยก็อย่าไปคาดหวังว่าจะได้คนเก่ง เพราะสุดท้ายยังไงก็แล้วแต่คนก็จะไหลไปยังที่ที่ตัวเองคิดว่าตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากเงินแล้วบางคนก็อาจจะให้ความสำคัญกับเวลา การได้มีเวลาส่วนตัว การไม่ต้องไปผจญรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน การเลือกที่จะทำงานตอนไหนก็ได้ที่อยากทำ นานาจิตตังครับ ก็เอาเป็นว่าเราเจอกันเมื่อมีศีลเสมอกัน ตายจากกันไม่รู้วันใด แต่จะรักกันเมื่อยังมีลมหายใจ

สุดท้ายผมอยากทิ้งไว้นิดกับการรักษาจิตวิญญาณของตัวเราเองและทีมเอาไว้ด้วย SPIRIT

Self – เริ่มจากตัวเอง
Punctual – ตรงต่อเวลา ให้ความสำคัญกับเวลา
Inspired – สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นเร้าทั้งตัวเองและคนรอบข้าง
Responsible – ทำทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบ
Intimate – สร้างความคุ้นเคยใกล้ชิด
Together – ร่วมกันกับทีม

ครับ ไปคนเดียวไปได้ไว ไปด้วยกันไปได้ไกล ชีวิตนี้ที่มีคุณค่าเพราะเรากำลังเดินไปข้างหน้าให้ได้ไกลร่วมกันคนที่มีความเชื่อไปด้วยกัน