การเรียนรู้ชั่วนิรันดร์

วันนี้เป็นวันหยุดที่ผมอยู่บ้านสอนการบ้านลูก แล้วก็สงสัยว่าทำไมเด็กๆ ต้องไปโรงเรียนด้วย
สมมติฐานในใจผมคือ การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย แล้วจบลงที่นั้น
การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่

ลูกสาวตัวเล็กของผม เดินๆ ไปในหมู่บ้านเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งมีผลแปลกๆ
ลูกถามว่าต้นอะไร ถ้าพ่อกวนทีนก็จะตอบว่า ต้นไม้ แล้วก็ผ่านไป
แต่พ่อฉลาดก็จะพาลูกกลับบ้านมา Google ว่ามันคืออะไร
สอนให้เค้ารู้วิธีการเรียนรู้ เพื่อวันหน้าเค้าทำข้อสอบจะได้มา Search เองได้ (ไม่ใช่แล้ว)

tree

ครับการเรียนตามระบบ อันที่จริงก็แค่เรียนวิธีการเรียนรู้
ตั้งแต่เล็กทำไมเราต้องเรียนตัวอักษร เรียนตัวเลข เรียนผสมคำ เรียนสะกด เรียนการอ่าน
ก็เพราะเราจะได้อ่านออก เขียนได้ จะได้ศึกษาต่อเองได้
จุดประสงค์มันก็มีแค่นั้นเอง เรียนเพื่อที่จะเรียนได้
แต่ระบบการศึกษาไทยมันไปไกลเกินจินตนาการ ผลิตเด็กออกมาให้ท่องจำ จำแล้วก็ลืม คืนครูหมด

ดังนั้นสำหรับคนที่จบออกมาจากระบบการศึกษาแล้ว เราควรที่จะเริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่มีความหมายกับเรา
สิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญกับเรา สิ่งที่จะสร้างคุณค่าให้กับเรา เพื่อให้เราไปสร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้
ส่วนมันจะเป็นสิ่งไหนนั้น ก็แล้วแต่ตัวเราเอง อย่าไปถามคนอื่นว่าเราควรจะเรียนรู้อะไร ขอให้ถามใจตัวเองให้บ่อยๆ

การทำงาน ทำธุรกิจ หรือแม้แต่การลงทุน เราไม่ควรโฟกัสไปที่เรื่อง “เงิน”
พูดแบบเท่ห์ๆ คือ เงินซื้อเราไม่ได้ (ในวงเล็บถ้าไม่มากพอ)
เพราะอันที่จริงแล้วเราจะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ด้วยการสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น

สมมตินะครับว่าเราเป็นชาวสวน ปลูกผัก ผลไม้
การที่เราจะได้เงินมาคือ การเอาผลผลิตจากสวนเราไปขายที่ตลาด
ถ้าเราปล่อยโตตามธรรมชาติ เราก็จะมีของขายระดับหนึ่ง
แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน รดน้ำ กำจัดศัตรูพืช เราก็จะได้ผลผลิตมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

แต่ก่อนคนซื้ออาจไม่ได้มองขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ของเรา เค้ามองแค่ของที่เค้าซื้อไป
เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้วิธีการต่างๆ เหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน ยากง่ายอย่างไร
ในปัจจุบันเมื่อการตลาดเข้ามามีอิทธิพล เวลาเราเอาผักไปขาย พ่อค้าเก่งๆ ก็จะบอกด้วยว่าอันนี้ ผักปลอดสารพิษนะ
ปลูกเองกับมือ ดูแลยิ่งกว่าลูกในไส้ เอาผ้ามาเช็ดยอดใบทุกวัน สร้าง story ให้มันเข้มข้น ให้คนซื้อ buy!
ซึ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นก็คือ เราต้องมีความรู้ที่จะเอาไปบอกลูกค้า เราต้องมีคุณค่าที่เค้ามองเห็นได้
เพราะลูกค้าไม่โง่ ลูกค้า Google เป็น (เหมือนลูกสาวผม)

และวิธีสุดยอดในการสร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้ก็คือ การที่เราดีที่สุดในจุดที่เรายืน (ผมขอยืมคำพูดของคุณแพ็ท ภาววิทย์ มาใช้หน่อยนะครับ)
เพราะหากเราสามารถพัฒนาตัวเองไปให้สุดๆ ในเรื่องที่เราชอบ ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ
นั่นคือในโลกใบนี้ไม่มีใครเก่งกว่าเราอีกแล้วในเรื่องที่เราถนัด เพราะเราได้ผ่านการเรียนรู้ การฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีในเรื่องเรื่องนั้น

จากเรื่องเบสิคพื้นฐาน ทำไปเรื่อยๆ และประยุกต์ต่อไป พัฒนาต่อไป ต่อไปอีกๆ
มันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่สร้างคุณค่าเอนกอนันต์ให้กับโลกใบนี้ได้อย่างที่เราก็อาจจะไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกัน
ยกตัวอย่างการเรียนในระดับปริญญาเอก มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียนเพื่อให้รู้ว่ามีอะไรที่คนอื่นเค้ารู้อยู่แล้วในโลกใบนี้ แล้วก็สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาต่อยอด
ดังนั้นก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่าใครๆ เค้ารู้อะไรกันไปแล้ว ที่ภาษาทางการเรียกว่า literature review
แล้วสุดท้ายก็ไปจบที่การได้มาซึ่งความรู้ใหม่ แม้จะเพียงน้อยนิด กระจิดริด ไม่มีใครสนใจ แต่ดุษฎีบัณฑิตทุกคนรู้ว่าเรามอบมันไว้ให้กับโลกใบนี้แล้ว

ครับ อย่าให้เงินเป็นใหญ่ อย่าเลือกงานที่ให้เงินมากที่สุด แต่จงเลือกงานที่ให้โอกาสเรียนรู้มากที่สุด
จงเลือกทำงานกับคนที่เก่งกว่าตัวเรา เรียนรู้จากเขา และอาสาที่จะทำงานยากขึ้นเรื่อยๆ
ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน จงอย่าไปขุดรีดเงินจากลูกค้า
จงสร้างคุณค่าให้เค้าเห็น คุณค่าที่มากพอจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเรา
กลไกการดำเนินไปของโลกใบนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า
คนที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับโลกจะได้รับการตอบแทนที่คุ้มค่า
ส่วนคนโกง แม้จะได้เงินไป ก็จะไม่มีวันจะได้อยู่อย่างสงบสุข บางคนถึงขั้นไม่มีแผ่นดินจะอยู่

เรื่องบันดาลใจจาก Learning Above Everything Else