เพื่ออะไร?

ค่ำคืนนี้มีผมมีเรื่องราวที่อยากจะถ่ายทอด เป็นคำถามที่มันค้างอยู่ในใจเรื่อยมา ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นมั้ง เป็นคำถามยอดฮิตซึ่งผมก็เชื่อว่าหลายคนคงคิดหาคำตอบเหมือนกัน หลายคนอาจมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว ในขณะที่อีกหลายคนน่าจะยังแสวงหามันอยู่ มันเป็นคำถามง่ายๆ ที่อาจแตกออกเป็นอีกหลายคำถามย่อยๆ ให้คิดต่อ นั่นคือคำถามที่ว่า “เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?”

วันนี้มีผู้บริหารท่านหนึ่งคุยกับผมว่าให้ปลดพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพออก จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้เค้าก็จ่ายไป จะได้ไม่ต้องทนซึ่งกันและกัน เค้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้สร้างผลงานอะไร อาจจะเป็นตัวถ่วงเพื่อนร่วมงานด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้ามเค้าอาจจะเหมาะกับที่อื่นมากกว่า เค้าน่าจะทำประโยชน์อย่างอื่นได้ดีกว่า เพียงแต่เค้าอยู่ผิดที่ผิดทางผิดเวลาหรือเปล่า เพราะชีวิตคนเรามันสั้น เราจะอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้นานเท่าไรก็ไม่มีใครรู้ แล้วจะมานั่งทนทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบอยู่ไปทำไม เพื่ออะไร?

ฟังแว๊บแรกอาจจะรู้สึกโหดร้าย แต่พอคิดตามก็จะพบว่ามันมีความจริงซ่อนอยู่ ทำไมเราถึงทำสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน ทำไมผมมานั่งพิมพ์/หรือคุณมานั่งอ่านบล็อกนี้ ทำไมเราถึงใส่เสื้อผ้ากางเกงตัวนี้ ทำไมเราทำอาชีพที่เราทำอยู่นี้ มันต้องมีสักแว๊บหละนะที่เราสงสัยและมีคำถามกับตัวเอง เรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่ออะไร? 

สมัยยังเป็นเด็ก ตอนที่ยังเล็กๆ น่ารัก คิคุ ผมคิดว่าโตขึ้นไปจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมชอบคอมพิวเตอร์ ผมจะสร้างเกมให้เด็กคนอื่นได้เล่น เด็กน้อยคนหนึ่งที่พูดไม่ค่อยเก่ง ก็จิ้มคีย์บอร์ดก๊อกแก๊กๆ ไปวันๆ มีที่ไหนสอนภาษาคอมพ์ ก็ขอตังค์แม่ไปเรียน Cobal, Pascal, C ตอนนั้นเรียนไปทำไมก็ยังไม่รู้ แต่คิดว่ามันจำเป็น ฉันต้องรู้ ก็ตะบี้ตะบันเรียนไป พอโตขึ้นมามัธยมก็ตั้งเข็มชีวิตตัวเองว่าจะต้องไปเรียนสายวิทย์ ต้องไปเข้ามหาลัยเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ให้ได้ ยังจำคำสบประมาทของคุณหมอจัดฟันได้เลยว่าเกรดเฉลี่ยเท่านี้แล้วจะเอนท์ติดหรือ แต่สุดท้ายหลังจากเอนท์ติดเข้ามาเรียน ตัวเองยังมีฐานความรู้โปรแกรมมิ่งที่ชาวบ้านเค้ายังไม่มีแถมมาด้วย เค้าเรียก connect the dot ใช่ไหม ไม่รู้ว่าคุณหมอเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตผ่านช่วงนั้นมาได้หรือเปล่า แต่… จะบอกว่าจำอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นได้ แม้ตอนนี้จะจำชื่อหรือจำหน้าคุณหมอไม่ได้แล้วก็ตาม ไม่รู้จะจำไป เพื่ออะไร?

ในช่วงต้นของชีวิตผมเหมือนไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร ก็คงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไปที่เข้าโรงเรียน เรียนหนังสือตามระบบ เพราะพ่อแม่เห็นว่าดี ว่าถูก ว่าควร ก็ทำไป ถามว่ารู้จักตัวเอง รู้จักโลกใบนี้ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ไหม มีคำถามหรือคำตอบว่าชีวิตคืออะไรหรือยัง ตอนนั้นคงไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะมีพ่อแม่ให้เงิน มีข้าวกินอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าให้ใส่ มีสถานที่ให้ใช้เวลาแต่ละวันให้ผ่านไป มีเพื่อนเล่นเพื่อนคุย มีสิ่งที่ผู้ใหญ่โยนมาให้คิดให้ทำให้ฝึกลองแก้ปัญหา ก็แค่นั้น ก็ทำๆ ตามๆ กันไป และภูมิใจกับสิ่งสมมติหลายอย่างที่ “ระบบ” สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น คะแนนสอบ GPA ประกาศนียบัตร ใบปริญญา หรือแม้แต่เกียรตินิยม ซึ่งเมื่อผ่านพ้นมาแล้วก็รู้สึกว่า แล้วไงหรือ แต่ตอนนั้นที่ยังอยู่ในระบบ เราจะรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก เราต้องการความสำเร็จในการศึกษา แล้วชีวิตในอนาคตเราจะสวยงาม มันคือเหตุผลในการเรียน เพื่ออะไร?

โตขึ้นมาอีกหน่อยในช่วงชีวิตที่เป็น First jobber ที่ยังไม่รู้อยู่ดีว่าโลกนี้กว้างแค่ไหน สมัครงานได้ก็ดีใจ เพื่อนๆ กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนใหม่จากต่างมหาลัย เริ่มต้นเงินเดือนเท่ากัน ปลายปีประเมินออกมาเอาใบเงินเดือนมาอวดกันว่าใครได้ขึ้นเงินเยอะกว่า สุดท้ายหัวหน้าเรียกมาอบรมว่า เฮ่ยมันเป็นความลับของแต่ละคน ไม่ควรเอามาแชร์กันแบบนี้ มองกลับไปก็ตลกดี ทำไปได้ ตอนนี้มีลูกน้องหลาย level ถึงเพิ่งเข้าใจว่า เงินเดือน ค่าจ้าง มันเป็นความพึงพอใจของใครของมัน นอกจากนี้มันยังมีความจำเป็นของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันอีกด้วย บางคนมีภาระต้องใช้เงิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ รักษาพ่อแม่ ก็ว่าไป บางคนไม่มีภาระแต่มีความต้องการในชีวิต ต้องไปเที่ยวรอบโลก ต้องกิน ดื่ม ท่องราตรี ก็ว่าไป อาชีพการงานกลายมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในชีวิตให้ผู้คนต้องทำมาหากินเพื่อให้ได้เงินไปใช้จ่ายตามความจำเป็นของแต่ละคน เราพอจะมีสาเหตุว่าทำงานไป เพื่ออะไร?

มองย้อนกลับไปตอนนั้น ผมมีช่วงชีวิตที่นั่งๆ code อยู่หน้าคอมคนเดียว แล้วก็รู้สึกว่า เรากำลังทำไปเพื่ออะไร โปรแกรมที่เขียนมันมีประโยชน์กับผู้คนไหม แล้วเราต้องนั่งเขียน code อยู่อย่างนี้ทั้งชีวิตหรือ และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งให้ตั้งคำถามกับตัวเอง ให้หาตัวเองว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไรอีกครั้ง และถ้ามันไม่ใช่ก็สั่งตัวเองให้ออกจาก comfort zone นั่นซะ ไปหาอะไรที่มันใช่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องบอกว่าผมโชคดีที่ลาออกจากงานไปเรียนต่อได้ เพราะทางบ้านมีฐานะสามารถส่งเสียลูกชายให้ได้เรียนสูงๆ และมันก็เป็นความฝันหนึ่งของพ่อแม่ที่เติบโตขึ้นมาอย่างลำบาก อากู๋เล่าว่าแม่ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยอากงขายของเพราะอยากให้น้องๆ ได้เรียนหนังสือ แม่ทำงานหนักเรื่อยมาจนสามารถส่งเสียลูกทุกคนให้เรียนจบปริญญาตรี (ในที่สุดแม่ก็ได้กลับไปเรียนนอกเวลา สุดท้ายแม่ก็จบปริญญาตรีด้วย 555 อีกหนึ่งความภาคภูมิใจในสิ่งสมมติ) กลับมาที่ผมกับคำถามที่ว่าตอนนั้นอยู่ไปเพื่ออะไร น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่คิดเยอะๆ แต่ก็ไม่มีคำตอบจริงๆ จังๆ แล้วสุดท้ายก็ไปเรียนต่อ เพื่ออะไร?

แล้วพอกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มันมีเรื่องสมมติกลับมาให้ทำตามๆ กันอีกครั้ง สุดท้ายเรียนไปเรียนมาก็จบปริญญาเอก มาแบบที่ยังไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไรเหมือนกัน แค่รู้ว่ามีให้เรียนก็เรียนไป ชอบไหม ก็พอได้อยู่ สรุปก็คือการเรียนตามระบบที่เค้าเรียนๆ ตามๆ กันมา ไม่ได้ตอบคำถามให้กับชีวิตผมว่าอยู่ไปเพื่ออะไรซะทีเดียว กอภาพกลับไปเร็วๆ ก็คุ้นๆ จะมีคำขวัญ มีเพลงประจำโรงเรียน ประจำมหาลัย มีคติพจน์ประจำใจ ที่ท่องอยู่ในหัว ไม่เคยลืม อย่างเช่น ไม่เป็นคนรกโลก เกียรติภูมิของเราคือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน เรารู้แค่ว่า เราต้องเป็นคนดี ต้องไม่คิดร้ายคนอื่น ซึ่งจะไปรับใช้ประชาชนอย่างไร หรือจะเป็นคนรกโลกไหม ณ ตอนนั้นก็คงจะยังไม่รู้ ถึงจะตอนนี้ก็เถอะ ด้วยสถานะ หน้าที่การงานที่ทำ บางทีก็ไม่แน่ใจว่า ดีของเรา กับดีของคนอื่น มันดีเดียวกันไหม เรากำลังแข่งกับใคร เพื่ออะไร?

ถึงตอนนี้กับหน้าที่การงานสิ่งที่กำลังรับผิดชอบอยู่ มันมีคนรอบข้าง มีน้องๆ มีเพื่อนร่วมงาน มีลูกค้า มี partner มีนายทุน มีเรื่องให้ลุ้นทุกวัน จนบางทีก็วุ่นวายจนลืมนึกถึงตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็ป่วย ถึงได้มีว่าอยู่กับตัวเอง และระลึกถึงคำถามนี้ใหม่ เหมือนจะเป็นขุมพลัง ผลักดันให้เราก้าวไป ให้เราได้คิดว่ากำลังมีชีวิตอยู่ เพื่ออะไร

ครั้นหันกลับมามองอีกด้านหนึ่งของชีวิต นอกจากตัวเราเองเป็นลูกของพ่อแม่แล้ว ครั้นเมื่อเราได้เป็นพ่อคนขึ้นมา ได้เลี้ยงเจ้าตัวเล็ก เช็ดขี้ เช็ดเยี้ยว ป้อนข้าว ป้อนยา ดูแลจากตีนเท่าฝาหอย จนตอนนี้… จะ 8 ขวบแล้ว ก็รู้สึกว่านี่คืออีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ นี่คือคำตอบของชีวิตหรือเปล่านะ คิดไปคิดมาก็ไม่ใช่ เพราะเค้าก็จะมีชีวิตของเค้า เราเป็นคนที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเค้า วันหนึ่งเค้าก็ต้องจากเราไป โตเติบ แยกครอบครัว มีอนาคตของตัวเอง (ตอนนี้ 8 ขวบอยู่) แล้วงี้คือเราเกิดมาเพื่อเค้า หรือเค้าเกิดมาเพื่อเรา แต่อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นความสุขช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วจะคิดมากไปทำไม เพื่ออะไร?

ครับ ชีวิตมีเรื่องราวผ่านเข้ามามากมาย มีทั้งสุข เศร้า เหงา และ รัก คำถามที่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อาจไม่มีคำตอบตายตัว คำตอบของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แม้คำตอบของตัวเราเองในแต่ละช่วงชีวิตก็ยังไม่เหมือนกันเลย จริงไหมครับ? วันก่อนมีน้องคนหนึ่งบอกให้ผมใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าเราเป็นห่วงอนาคตมาก หรือฝั่งใจกับอดีตมาก เราก็จะไม่เต็มที่กับ moment ณ ขณะนั้นๆ ที่เป็นอยู่ ถ้าจิตเราสั่นไหว ก็ขอให้ดูมันให้รู้ว่ากำลังไหวหวั่น ถ้าสมองจะฟุ้งซ่าน คิดโน่น คิดนี่ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็ขอให้รู้ตัวว่าใจไม่อยู่กับตัว ก็แค่นั้น เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับ moment ที่ระลึกรู้ว่า เพื่ออะไร…